- มีบริษัท หรือ ธรุกิจเป็นของตนเอง
- ซื้อบ้านใหม่
- ซื้อรถยนต์ใหม่
- อยากมีงานวิจัยที่มีคนหลายคนยอมรับ และเป็นประโยชน์แก่คนอื่น
- อยากเที่ยวแบบเรือสำราญอีกครั้ง
- อยากนั่งเครื่องบิน โดยที่ไม่ต้องใช้เงินของตัวเอง
- อยากรวย มีเงินเก็บเป็นก้อนซักหน่อย ( 3 ล้าน น่าจะ ok)
- อยากให้สลากออมสินที่ซื้อไว้ถูกรางวัลบ้าง
- อยากเรียนให้ได้ปริญญาโท 2 ใบ หรือ ปริญญาเอกอีกซักใบ
- อยากเขียนหนังสือขาย
- อยากทำงานอย่างอื่นเป็นที่ไม่เกี่ยวกับด้าน software development
Monday, May 12, 2008
:: Goal :: อีก 7 ปี ต้องมีบริษัท
ลองคิดดูเล่นๆ ดีกว่า ว่า ในอีก 7 ปีข้างหน้าอยากมีอะไรบ้าง เพราะเจ้านายเคยสอนว่า ถ้าเราคิดว่าเราเป็นอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้น คิดว่าอยากได้อะไร ก็จะได้อย่างนั้น ซึ่งในอีก 7 ปี ข้างหน้า เราอยากทำสิ่งต่อไปนี้
Wednesday, April 30, 2008
มาวางแผนการเงินกัน
หลังจากที่ได้ผ่านการสอนและการแนะนำจากพี่ที่ soft sqaure เรื่องการวางแผนทางการเงินในอนาคตแล้ว รู้สึกว่ามันดีมากๆ เลยเอามาแบ่งปันกันดีกว่า
วิธีการนั้น ไม่มีอะไรตายตัวที่แน่นอน สามารถปรับแต่งได้ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล แต่สำหรับเรานั้น มีแนวทางดังนี้
วิธีการนั้น ไม่มีอะไรตายตัวที่แน่นอน สามารถปรับแต่งได้ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล แต่สำหรับเรานั้น มีแนวทางดังนี้
- กำหนดเงินที่ต้องการเก็บในแต่ละเดือน โดยไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกเดือนก็ได้นะ เพราะการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละเดือนคงไม่เหมือนกัน เดือนนี้อาจจะเที่ยวเยอะหน่อย เดือนหน้าอาจจะต้องเรียน ซึ่งมันก็จะมีรายจ่ายที่แตกต่างกัน
- ก่อนจะซื้อของอะไร ต้องคิดให้ดีก่อนว่ามันจำเป็นแค่ไหน และถ้าซื้อมาแล้วมันมีประโยชน์อย่างไรต่อเราบ้าง
- ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และไร้สาระ
- บันทึกรายรับ รายจ่าย ในแต่ละวัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน อย่างเช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ค่าหนังสือ ค่าของใช้ต่างๆ
- เก็บสถิติในแต่ละเดือนแล้วนำมาวิเคราะห์ย้อนหลัง เพื่อทำเป็นสถิติในแต่ละปี และยังเป็นการประมาณค่าใช้จ่ายที่เราจำเป็นต้องใช้ในแต่ละเดือนอีกด้วย
- ข้อนี้ก็สำคัญ เราต้องตั้งเป้าหมายเงินเก็บที่ต้องการมีในอนาคต เช่นในช่วง 1 ปี, 5 ปี, 10 ปีข้างหน้าว่าต้องการมีเงินเก็บเท่าไหร่ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือ รวย...
จากทั้งหมด 6 ข้อ จะเห็นว่าไม่ยากเลย ถ้าเราคิดว่าอยากจะรวย อยากจะมีเงินเก็บ ขึ้นอยู่กับว่า จะเริ่มต้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
Tuesday, April 8, 2008
มือสมัครเล่น VS มืออาชีพ
คุณรู้มั้ย มืออาชีพ ต่างกับมือสมัครเล่นตรงไหน ?
- มือสมัครเล่น จะทำงานไม่สำเร็จ แม้ว่าเค้าอยากจะทำงานนั้นมากแค่ไหนก็ตาม และมีเหตุผลร้อยพัน ว่าทำไมมันถึงไม่สำเร็จ
- ส่วนมืออาชีพนั้น จะทำงานสำเร็จเสมอ แม้ว่าเค้าจะไม่อยากทำงานนั้นๆ เลยก็ตาม ไม่ว่าจะเบื่อหน่าย เหนื่อย ใดๆ ก็ตามแต่ งานจะเสร็จเสมอ แม้ว่าบางครั้งเค้าก็บอกเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน
Thursday, April 3, 2008
เรื่องของ "น้ำ"
บทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่าน หนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีกเธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยากเลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ ต้องปัสสาวะ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอกครับมีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้ อาจจะ เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกันท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกันกลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี พอทำอย่างนี้ไปนานๆเข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลยโดยร่างกายเข้าใจว่าวิธี การนี้ถูกต้อง
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90กว่าเปอร์เซนต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษแล้วรับน้ำเข้าไปเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆของร่างกายหัวใจเองนั่น แหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์เพราะเลือด เลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน
สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย เมื่อไปหาหมอหมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใสตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีกอยู่ดีเช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ใน ร่างกายเราดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้และ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก และลอง พิจารณาดูครับว่าเลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก มายเพียงใดที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่เราทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่างกายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่ การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้นไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูก แล้วรอบเดือนจะช้าเร็วไม่ควรเกิน 7 วันถ้าผิดไปจากนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ยกเว้นแต่ตั้งครรภ์สำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืดผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่อง ทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอกมาหุ้ม ห่อของเสียนั้นไว้ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้นดังนั้นถ้าเรามีอาการ ดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่า?กายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้วมันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออกเพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆเหมือนรุกใต้ดินโดย ที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : นิตยสารตั้งตัว ฉบับเดือน เมษายน
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90กว่าเปอร์เซนต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษแล้วรับน้ำเข้าไปเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆของร่างกายหัวใจเองนั่น แหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์เพราะเลือด เลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน
สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย เมื่อไปหาหมอหมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใสตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีกอยู่ดีเช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ใน ร่างกายเราดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้และ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก และลอง พิจารณาดูครับว่าเลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก มายเพียงใดที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่เราทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่างกายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่ การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้นไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูก แล้วรอบเดือนจะช้าเร็วไม่ควรเกิน 7 วันถ้าผิดไปจากนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ยกเว้นแต่ตั้งครรภ์สำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืดผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่อง ทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอกมาหุ้ม ห่อของเสียนั้นไว้ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้นดังนั้นถ้าเรามีอาการ ดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่า?กายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้วมันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออกเพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆเหมือนรุกใต้ดินโดย ที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : นิตยสารตั้งตัว ฉบับเดือน เมษายน
Wednesday, April 2, 2008
งานใหม่ และสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
ตอนนี้ได้เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ละ ก็เปลี่ยนไปทำที่ EGAT บ้าง ขณะนี้ก็ทำงานมาได้ 1 เดือนแล้วตั้งแต่ต้นเดือน มีนาคม 2551 แต่จนถึง ณ บัดนี้เงินเดือนของเดือนที่แล้วยังไม่ออกเลย เดือนนี้เราจะเอาเงินจากไหนมาใช้จ่ายละเนี่ย ย้ายมาอยู่ที่ใหม่ก็ต้องปรับตัวใหม่ ให้เข้ากับสังคมใหม่ๆ ช่วงนี้ก็ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกัน คงจะทำตัวเป็นเด็กๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วละ
Friday, February 1, 2008
กินกบตั้งแต่เช้า
กินกบตั้งแต่เช้า
Eat That Frog
ศัตรูตัวเล็กๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการสกัดกั้นความสำเร็จ คือ นิสัยการผัดวันประกันพรุ่ง ทางแก้คือคุณจะต้องมีวินัยเพื่อจัดการในเรื่องนี้ การวินัย หมายความว่า ต้องวันต่อวัน เราควรจะตั้งเป้าหมายว่า จะต้องทำงานย่อยๆ ให้สำเร็จจากเป้าหมายใหญ่ที่เรามีอยู่แล้ว เพื่อให้ความสำเร็จเล็กๆ นำไปสู่ความสำเร็จใหญ่ๆ ได้ เพื่อสร้างวินัย งานชิ้นแรกที่คุณควรทำในแต่ละวัน คือ งานที่คุณไม่อยากทำที่สุดจนคุณอยากจะผัดไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อใดที่คุณทำงานประเภทนี้สำเร็จแล้ว งานอื่นจะเป็นงานง่ายหมด ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า Eat that frog หมายความว่า กินกบตัวนั้นไปก่อน ถ้าตอนเช้าคุณรู้ว่าคุณต้องกินกบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากและไม่อยากทำมากที่สุดสำเร็จ ส่วนที่เหลือทั้งวันก็จะเป็นงานง่ายหมด
นี่คือความมีวินัย บังคับตัวเองให้ทำงาน ถึงแม้เป็นงานที่เราไม่ชอบเท่าไหร่ เป็นงานยาก ทำให้สำเร็จไปก่อน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
*จากหนังสือ Eat That Frog โดย Brain Tracy
Tuesday, January 1, 2008
Subscribe to:
Posts (Atom)